รู้ให้ลึกกับความน่ารักของสุนัขพันธุ์ไทยหลังอาน

สุนัขหลังอานเป็นสุนัขที่มีกล้ามเนื้อขนาดกลาง มีร่างกายที่เพรียวบาง ทำให้เขาว่องไว และเป็นนักกีฬาตามธรรมชาติ สันบนหลังเกิดจากการเส้นขนที่ขึ้นในทิศทางตรงกันข้ามกับขนที่เหลือ โดยสายพันธุ์นี้มีลวดลายของสันถึง 8 แบบ ลูกสุนัขสามารถเกิดมาโดยไม่มีสันบนหลัง สีขนประกอบด้วย สีน้ำเงินทึบ สีดำ สีแดง หรือสีน้ำตาลแกมเหลือง ทุกวันนี้หลังอานกลายเป็นสุนัขประจำบ้านของคนไทยไปแล้ว แต่พวกเขายังคงมีสัญชาตญาณเดียวกันที่ดูเหมือนจะเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ นั่นก็คือ การล่าสัตว์และการปกป้องเจ้าของ ประวัติของเจ้าหลังอานตัวนี้ตามบันทึกที่มีเขียนเอาไว้เมื่อ 360 ปีก่อน ถูกใช้เป็นสำหรับการล่าสัตว์ในภาคตะวันออกของประเทศ ผู้คนยังใช้มันเพื่อนำเกวียนรวมถึงนำไปเป็นสุนัขเฝ้าบ้าน

นิสัยตามธรรมชาติของพันธุ์หลังอานคือชอบปกป้องเจ้าของและไม่เป็นมิตรกับคนแปลกหน้า สุนัขสายพันธุ์นี้จะทำได้ดีที่สุดเมื่อผ่านการขัดเกลาทางสังคมและได้รับการฝึกอบรมที่เหมาะสม จำเป็นต้องมีเจ้าของ/ผู้ดูแลที่มีประสบการณ์ด้านพฤติกรรมสุนัขเนื่องจากสุนัขพันธุ์นี้มีความเป็นอิสระสูง อาจจะลำบากหน่อยในการเลี้ยงดูหรือรับมือกับเจ้าสุนัขตัวนี้ เหตุผลที่ทำสามารถคงรูปแบบสายพันธุ์ดั้งเดิมของตัวเองได้มาจนถึงทุกวันนี้ นั้นเป็นเพราะระบบการขนส่งภาคตะวันออกของประเทศไทยไม่ค่อยดี มันจึงมีโอกาสน้อยที่จะผสมพันธุ์กับสายพันธุ์อื่นๆ ทุกวันนี้สายพันธุ์ไทยหลังอานยังคงหายากมากนอกประเทศไทย

การดูแลสุนัขหลังอาน

สุนัขสายพันธุ์นี้มักจะไม่เลือกกินมาก สามารถเลือกซื้ออาหารสุนัขที่วางขายทั่วไปให้เขากินได้เลย ยกเว้นแต่อาหารที่ปรุงเองควรศึกษาเพิ่มเติมอย่างละเอียด ควรเลือกอาหารใดที่เหมาะสมกับอายุของสุนัข เช่น ลูกสุนัข สุนัขโตเต็มวัย และสุนัขสูงอายุ สุนัขบางตัวมีแนวโน้มที่จะอ้วน จึงควรดูการบริโภคแคลอรี่ให้เหมาะสมกับระดับน้ำหนักตัวของสุนัข อย่างไรก็ตามอย่าลืมที่หาน้ำสะอาดเอาไว้ให้เขากินตลอดเวลา

ในด้านปัญหาสุขภาพนั้นไม่ค่อยน่าเป็นห่วงเท่าไหร่ แต่ก็อาจเกิดโรคได้อย่าง โรคข้อสะโพกวิการ (Hip Dysplasia) ที่เกิดได้ยาก ที่พบบ่อยคือ เดอร์มอยด์ซีสต์ (Dermoid Sinus Cyst) สุนัขบางตัวอาจเผชิญกับความท้าทายด้านสุขภาพในชีวิตของพวกเขา แต่โดยรวมแล้วถือเป็นสุนัขไทยที่แข็งแรงมาก ในด้านของการดูแลขนไม่ต้องเป็นที่กังวลมากนัก เนื่องจากมีขนที่สั้นจึงแปรงแค่เป็นครั้งคราวก็เพียงพอแล้ว ยกเว้นในช่วงผลัดขนที่จะเกิด 1 – 2 ครั้งต่อปี ซึ่งเราจะต้องดูแลกันบ่อยหน่อย